เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ปอยได้มีโอกาสไปทำข่าวท่องเที่ยว
งานนี้ไปในฐานะสื่อมวลชน เป็นตัวตายตัวแทนให้กับเพื่อนซี้เพื่อนรัก ตั้งแต่สมัยเรียน
และมีทีท่าว่า จะได้แทนกันไปแทนกันมาอีกหลายต่อหลายงาน
เรานัดรวมพลกันที่ ททท.สนง.ใหญ่ ในเช้าวันที่ 10มีนาคม ปอยตื่นนอนตั้งแต่ตี 4
เพราะทีมงานนัด 6โมงครึ่ง … โอ้โหเช้าชิหาย….
การไปในครั้งนี้เป็นเป็นการสำรวจเส้นทาง ”เที่ยวเกาะใกล้กรุง”
สีสัน…เที่ยวเกาะ ลัดเลาะอ่าวไทย
เป็น 1ในโครงการ เที่ยวหัวใจใหม่ เมืองไทยยั่งยืน
เออก็ดีเว๊ย…ได้เที่ยวฟรีด้วย 3วัน 2คืน สบายแฮ
รถตู้ออก7 โมง ถึงปากน้ำประแส จ.ระยอง ประมาณ 9โมงครึ่ง
เรานั่งมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างเพื่อชมทัศนียภาพของชุมชนประแส
ซึ่งที่นี่เปิดเป็นโฮมสเตย์ ชื่อ ประแสโฮมสเตย์
ชาวบ้านที่นี่อัธยาศัยดีพูดคุยยิ้มแย้ม เล่านู่นชี้นี่ให้ดูอย่างสนุกสนาน
หรือจะเป็นเพราะเค้ารู้ว่าเราเป็นสื่อมวลชน จะมาเขียนข่าวให้ชุมชนเค้าน่าเที่ยวเค้าเลยทำดีด้วย ก็ไม่น่าจะใช่เพราะดูจากการแสดงออกแล้ว มันก็เป็นเสน่ห์ของคนต่างจังหวัดโดยทั่วไปนี่เอง
ยิ้มแย้ม เป็นมิตร และมีน้ำใจ
ที่อ.ประแส เขากำลังมีโครงการ อนุรักษ์บ้านเก่าริมน้ำประแส ซึ่งถ้าคนในชุมชนช่วยกัน
มันก็ไม่น่าจะยากที่โครงการนี้จะสำเร็จ ไหนๆก็ทำเป็นโฮมสเตย์แล้วทั้งที
รถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างแบบที่ปอยนั่ง มีเยอะแยะเต็มพื้นที่ประแส เพราะชาวบ้านที่นี่
นิยมนำรถมอเตอร์ไซค์มาทำแบบนี้ ถามได้ความว่า มีลูกเยอะทำแบบนี้ก็นั่งได้หลายคน
แถมมีหลังคากันแดด ไม่ร้อน และยังประหยัดเงินอีกด้วย
แกงค์มอเตอร์ไซค์พาเรามาหยุดอยู่ที่ “ทุ่งโปรงทอง” สถานที่ๆเต็มไปด้วยพันธ์ไม้ป่าชายเลน
ไม่ว่าจะเป็นโกงกาง ตาตุ่มทะเล เตยทะเล ลำพูทะเล
ระหว่างทางที่เราเดินไปตามสะพานไม้ที่ชาวบ้านสร้างขึ้น เราจะได้ยินเสียงเป๊าะๆๆๆ ดังไปตลอดทาง ถามผู้นำชุมชนได้ความว่า มันเป็นเสียงของปูก้ามดาบ ซึ่งมีก้ามใหญ่ๆอยู่ข้างเดียว มันหนีบก้ามมันเพื่อโชว์ตัวเมีย อืม สัตว์แต่ละชนิดก็มีวิธีจีบสาวแตกต่างกันไปเนอะ
เดินผ่านป่าโกงกางมาเรื่อยๆ เราจะพบกับพันธ์ไม้นานาชนิด แต่ละชนิดมีสรรพคุณทางยา
โดยเฉพาะต้นโกงกางที่เรารู้จักนี่แหละ โกงกางจะมีรากอ่อนที่ยังไม่ยาวลงมาถึงดิน
ไอ้รากอ่อนตัวเนี้ย ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า มันมีสรรพคุณเพิ่มกำลังวังชาของเพศชาย แกว่าเอารากตัวนี้มาต้มแล้วกินเอาแต่น้ำ คุณผู้ชายทั้งหลายจะฟิตปึ๋งฟิตปั๋ง คล้ายๆกับโด่เดี๋ยวก็ล้มรึเปล่าอันนี้ปอยก็ไม่แน่ใจนะ
เดินต่อมาเรื่อยๆ เราก็เริ่มเข้าเขตของ ทุ่งโปรงทอง เข้าไปทุกทีๆ
แลเห็นทุ่งสีเขียวอ่อนๆอยู่ลิบๆ ทุ่งโปรงทอง จริงๆแล้วไม่มีต้นโปรงทองอยู่เลยสักต้น
อ้าววว…ทำไมเป็นงั้น ก็เพราะทุ่งโปรงทองที่ว่า มันเต็มไปด้วยต้นโปรงขาว โปรงแดง
ขึ้นเบียดเสียดกันอย่างหนาแน่น และลักษณะเฉพาะของมันก็คือ มันจะมีใบที่มีผิวมัน ซึ่งพอ
กระทบกับแสงแดด จะทำให้ใบของมันมีสีคล้ายสีทอง เลยเป็นที่มาของคำว่าทุ่งโปรงทอง

สังเกตุที่ใบของมันจะมีสีออกเหลืองทองซึ่งถ้าไม่โดนแดดมันจะไม่เป็นสีนี้
มันมีเยอะเป็นทุ่งๆและกำลังจะขยายพื้นที่ออกไปให้เต็มทุ่งมากกว่านี้อีก ไม่ใช่ว่าชาวบ้านจะขยาย แต่ธรรมชาติมันขยายของมันเอง เพราะต้นโปรงจะมีเมล็ดที่พร้อมจะหล่นอยู่เสมอๆ หลุ่นปุ๊ป มันก็ขึ้นปั๊ป ทำให้แต่ละต้นไม่โตเต็มที่ยืนเบียดเสียดแย่งที่กันจนเป็นทุ่งอย่างที่เห็น
จริงๆแล้วที่นี่เขาจะมีโปรแกรมล่องเรือชมหิ่งห้อยริมป่าชายเลนด้วยนะ แต่คณะของปอยไม่ได้ร่วมทำกิจกรรมนั้นด้วย เนื่องจากเวลาจำกัดและยังมีอีกหลายที่ที่ยังต้องไปดูเพื่อเก็บข้อมูล
เหน็ดเหนื่อยจากการเดิน เดิี๊น เดิน บนสะพานที่ชาวบ้านช่วยกันสร้างขึ้น ร่วม 1,000เมตร รอบป่าชายเลนเห่งนี้ สิงห์นักบิดประจำหมู่บ้าน ก็พาเราไปเที่ยวชมบ้านเก่าริมน้ำประแส
ใกล้ๆกับประแสโฮมสเตย์ ที่คืนนี้เราไม่ได้จะแวะพัก
เพียงแต่มันเป็นทางผ่านที่เราจะไปขึ้นเรือ ที่ท่าเรือประแสเพื่อ ออกเดินทางไปดู พิพิธภัณฑ์เต่าทะเล ที่เกาะมันใน ปอยไม่ประทับใจกับพิพิธภัณฑ์นี้สักเท่าไหร่ เพราะมันร้อน
นั่งเรือลำบิ๊กบึ้ม ไปจอดที่ท่าเรือของพิพิธภัณฑ์ แล้วเดินเข้าไปอีก ไม่ไกลสักเทาไหร่หรอก
แต่แดดมันร้อนทำให้ทางเดินมันยาวไกลมากกว่าที่ควรจะเป็น และปอยรู้อยู่แล้วว่าปอยต้องไปเจอกับอ่างใส่เต่า อ่างพ่อ-แม่พันธ์ อ่างอนุบาล ไปเจอเต่ายักษ์ที่สต๊าฟไว้ ไปเจอเซี่ยงจี๊เต่าที่ดองใส่โหลไว้ และต้องไปนั่งดูวีดีทัศน์บรรยายนู่นนี่ ต่างๆนาๆ
เหมือนการไปพิพิธภัณฑ์ทั่วๆไป แล้วปอยก็ไปเจอแบบนั้นมาจริงๆ…ทำไมน๊อไอ้พิพิธภัณฑ์ทั้งหลายแหล่ที่มีอยู่ในประเทศเขาถึงไม่ยอมพัฒนา ให้มันมีอะไรน่าดูน่าชม มากกว่าที่ปอยพูดสักที…
ความใฝ่ฝันอีกอย่างหนึ่งของปอยคือ อยากให้เมืองไทยมีพิพิธภัณฑ์ที่ เด็กๆไม่สามารถเดาได้แบบว่า เข้าไปถึงแล้วตื่นเต้นจังอะไรเทือกนี้…มันจะมีมั๊ยน๊อก่อนโลกจะแตก
หลังจากออกจากกระบะเต่า เรือนำเราเดินทางสู่เกาะมันกลาง เพื่อดำน้ำดูปะการัง แบบสน็อกเกิ้ล โอ้ว มายก็อดตื่นเต้นมาก ก้มหน้าลงไปมีแต่หิน หอยเม่น หอยมือเสือ และไอ้ปลาพวกนี้
ปลาอะไรไม่รู้พอโยนเศษอาหารลงไป มันเหมือนตายอดตายอยากมาจากไหน กรูกันมากินๆๆ

ชาวเรือจะนำทุ่นนำทางลงไปก่อน เราถึงจะลงดำได้
ปอยเข้าใจว่าเค้ากำลังบุกเบิกและฟื้นฟูหมู่ปะการังแถวนี้ ในอนาคตข้างหน้าคงจะมีอะไรๆให้ดูให้ชมมากกว่านี้…แต่ตอนนี้ดูแค่นี้ไปก่อน หอยเม่นตัวบักเอ้ก 3ตัว หอยมือเสือสีฟ้าๆ 2ตัว ปลาตัวใสๆว่ายไปว่ายมา และปลาสีเหลืองที่จะมาก็ต่อเมื่อมีอาหารมาให้มันกิน
เพลิดเพลินไปกับการดูปะการังที่มีหินเยอะกว่าหอยแล้ว
เราถ่ายคนจากเรือใหญ่ สู่เรือเล็กเพื่อจะไปขึ้นฝั่งที่เกาะมันกลาง คืนนี้เราจะนอนกันที่
มันตราคีรี รีสอร์ท…สถานที่แห่งความประทับใจจริงๆของปอยในทริปนี้
ครั้งแรกที่เท้าสัมผัสผืนทรายที่มันตราคีรี ปอยก็ได้พบกับการต้อนรับที่แสนจะเป็นมิตร
ของของพนักงานต้อนรับประจำเกาะ มันเป็นสุนัขพันธ์ชิสุ สามสี่ตัว วิ่งดิ๊กๆๆประกาศความเป็นหมาทะเลอย่างเต็มที่ ล้อมหน้าล้อมหลัง ส่งเสียงเห่าเหมือนกับจะบอกว่า “มากันแล้วเหรอๆ”
มันตราคีรี เป็นรีสอร์ทบนเกาะส่วนตัวที่เงียบสงบ เหมาะแก่การมาพักผ่อนเป็นหมู่คณะ เป็นคู่ เป็นครอบครัว หรือจะมาในรูปแบบไหนก็ได้ ทุกคนที่มาจะได้รับความเป็นส่วนตัวแบบชุ่มปอด
นอนที่นี่ปอยนอนหลับสบายเป็นอย่างมาก และอิ่มแปร้ด้วยอาหารฝีมือคุณแหม่ม เจ้าของรีสอร์ท ขอบอกว่าคุณแหม่มแก พิถีพิถันกับการทำอาหารมาก เพราะอาหารทุกอย่าง สด สะอาด อร่อย ย้ำเลยนะว่าทุกอย่างอร่อยเหาะจริงๆ นี่ไม่ได้อวยเพราะปอยไม่ได้ค่าโฆษณาอะไรทั้งสิ้น

ผู้ชายใส่หมวกเป็นไกด์สำหรับทริปนี้
โดยเฉพาะแกงส้มชะอมไข่ มันอร่อยแบบที่ เอ๊ะเครื่องแกงมันมีอะไรมั่งวะเนี่ย
ทำไมอร๊อยอร่อย ปูสดๆ กุ้งตัวใหญ่ๆ เนื้อหวานรับประทานง่าย
อยากเห็นบรรยากาศรีสอร์ทเยอะๆตามไปดูได้ที่นี่ www.mantakiri.com
ปอยเดินชมรีสอร์ทแบบเพลินหูเพลินตา มันตราคีรีเป็นรีสอร์ทที่มีวิวธรรมชาติที่ได้เปรียบ
ด้านหน้าเป็นวิวทะเลมุมกว้างสวยงาม หาดทรายขาวๆบวกกับน้ำใสๆ และการตกแต่งที่พักของรีสอร์ทที่น่ารักกระจุ๋มกระจิ๋ม
ด้านหลังเป็นวิวโขดหินธรรมชาติ ที่ขึ้นสลับซับซ้อน เรียงรายเป็นจังหวะจะโคลน
รวมตัวกันเป็นองค์ประกอบที่สวยงามน่ามอง ีมุพักผ่อนที่ใครเห็นใครก็อยากนอน ว่างั้นเถอะ
ปอยนั่งๆนอนๆเดินผึ่งพุงไปเรื่อยๆคุณแหม่มเจ้าของรีสอร์ทบอกว่า อย่าเพิ่งนอนนะ เดี๋ยวมีกล้วยหอมทอดให้กินก่อนนอน
อุ๊ย เป็นไงน๊ากล้วยหอมทอด อยากกินๆ พอได้กินเข้าจริงๆปอยนึกเสียดายที่ ทำไมตอนเค้ามาเสิร์ฟปอยไม่หยิบมาซัก2จาน เสียดายจริงเพราะมันหอมหวานรับประทานง่าย อีกแล้ว
เห็นอาหารที่เค้าจัดให้เราทานเป็นอาหารที่อร่อยทุกอย่าง ทำให้นึกสงสัยว่า เอ๊ะที่เราได้กินดีอยู่ดีขนาดนี้ เพราะเราเป็นสื่อฯรึเปล่านะ สอบถามได้ความว่า นี่เป็นเมนูที่อยู่ในแพ็คเก็จปกติของทางรีสอร์ทอยู่แล้ว ลูกค้าที่ซื้อแพ็คเก็จมาเที่ยวที่นี่ ได้ทานแบบนี้ทุกคน…อืม เข้าท่าแฮะ
ปอยเสียดายมากๆตรงที่ การมาในครั้งนี้ไม่ใช่การมาเที่ยวแบบเต็มรูปแบบ
เป็นการมาเที่ยวกึ่งทำงาน เลยไม่ได้หายใจหายคอสักเท่าไหร่ คิดเอาไว้ว่าถ้าชีวิตกลับเป็นปกติเมื่อไหร่ จะเก็บกระเป๋ามานอนที่นี่สักคืนสองคืนให้ชุ่มปอด เอาให้ลืมโลกที่วุ่นวายไปเลย
รุ่งเช้าเราออกเดินทางด้วยเรือยอร์ชไม้สัก อภินันทนาการเป็นพิเศษจากเจ้าของรีสอร์ท
เพื่อเยี่ยมชม ทะเลแหวก เกาะทะลุ เกาะกุฎี และหมู่เกาะมันต่างๆ…
ซึ่งปอยจะพาไปชมในตอนต่อไปค่ะ










ขอบคุณ คุณปอย ที่พาเที่ยวนะครับบบบ
ตามมาจาก Zido ค่ะ … ชอบบทความที่คุณปอยเขียนมักๆๆ ขอเป็นกำลังใจ ให้ผ่านปัญหาทุกอย่างได้ด้วยดีนะคะ [ เห็นว่า คุณปอยจบ ช่างศิลป ตัวเองก็จบ วิทยาลัยนาฎศิลปค่ะ ^ ^]
โห สวยดีอ่ะ อยากไป ๆ อ่ะเห็นเค้ามีความสุขกันดีเราก็อยากมีบ้าง 5 5 5
คุณ kala นี่นักร้องป่าวเนี่ย
@raktato : ว้าวเจอเด็กนาฎศิลปซะแล้ว เปรียบเทียบได้กับ นางฟ้ากับจอมมารเลยนะเนี่ย
ยินดีที่ได้เจอกันในโลกเสมือนค่ะ