???
เช้าวันที่ 30 สิงหาคม 2009
ปอย สะรึมละลือ ลืมตาขึ้นมา ท่ามกลางเสียงฝนที่ตกลงมาแบบเทกระจาด
บรรยากาศแบบนี้ ถ้าอยู่บนแพเมืองกาญจน์นะ โอ้โห สุดยอด
ปอยยันตัวลุกขึ้นอย่างขี้เกียจ เจ้าอาเซยังนอนหลับอุตุอยู่ข้างๆ…ท่านขุนหลงยุค
ตื่นมายืนจีบยายข้างบ้าน รับสายฝนวันหยุดแต่เช้า …… ในมือมีแก้วเบียร์ แหมอะไรจะสบายขนาดนั้น
ปอนเห็นฝนตกแบบนี้แล้วใจนึกอยากให้วันพรุ่งนี้เป็นวันหยุดอีกสัก 1 วัน
อาเซตื่นแล้ว ปอยพาไปล้างหน้าแปรงฟัน เตรียมพร้อมไว้สำหรับการกินอาหารเช้า
8.30น. ฝนซาเม็ดลงไปเยอะแล้ว…ปอยยืมจักรยานของยายข้างบ้าน
ขี่ไปตลาดเพื่อซื้อ ไข่พะโล้ อาหารโปรดของอาเซ
อาเซเป็นเด็กทานง่าย และโปรดปรานอาหาร เมนูไข่
นอกจากทานง่าย ก็ยังเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายอีกด้วย
เค้าเป็นเด็กที่น่ารักที่สุด…ในโลก
และเค้าเป็นคนที่ ………..ทำให้ปอยรักเด็กอื่นๆเป็น
อาเซมีหน้าที่แจกจ่ายความรักไปทั่วทุกมุมบ้าน
วันนี้ก็เช่นกัน ที่นี่ อาเซมีเพื่อนสนิทสองคน ชื่อ เฟี๊ยต กับ แฟรงค์
เด็กชายอายุ 7ขวบ และ 4ขวบ
สองคนเป็นเพื่อนเล่นกับอาเซ ตั้งแต่วันแรกที่เราย้ายบ้านมาเลยทีเดียว
ของเล่น3ตะกร้าของอาเซ กลายเป็นของเล่นของ2คนนี้ด้วย
“ป่านนี้เฟี๊ยต แฟรงค์ คิดถึงอาเซแล้วมั๊ง”
ปัจจุบัน ปอยกับท่านขุน จะไปรับอาเซมาตั้งแต่วันศุกร์
เพื่อที่อย่างน้อย เราจะได้นอนกับเค้าถึง 2 คืน
วันเสาร์เราทำงาน เราก็เอาอาเซไปที่ทำงานด้วย ซึ่งไม่เป็นเรื่องยาก
เพราะอาเซเป็นเด็กที่ไม่กวนเลย แถมกลายเป็นสีสัน ให้บรรดาลูกน้องปอย
ได้หัวเราะครื้นเครงกับความเดียงสาของอาเซ ……
ลูกน้องปอยชื่อตั้ม ขออาเซกินหมากฝรั่ง
“อาเซ กินหมากฝรั่งเหรอ แบ่งให้อาตั้มกินมั่งได้มั๊ยอ่ะ”
อาเซสั่นหัวแล้วบอกว่า
“หมากฝรั่งมันยังไม่สุกนะ…มันยังกินไม่ได้”
……………
……………
เวลาในวันหยุดสุดสัปดาห์วันเดียวของปอย หมดไปกับ
การซักผ้า กวาดบ้านถูบ้าน เป็นแจ๋วคอยซื้อของให้ท่านขุน (ก็ใช่ซี๊ ก็เรามันเป็นนังเย็นนี่)
ส่งเสียงคอยเรียกอาเซ อาเซกินข้าว…และอาบน้ำหมา
พอตกเย็น เวลาแห่งความสุขในวันหยุดของปอย ก็ต้องหมดไป เมื่อถึงเวลาที่ต้องส่งอาเซกลับบ้าน
ใจอยากให้พรุ่งนี้เป็นวันหยุดอีก หยุดอีก หยุดอีก และ หยุดอีก
หรือไม่ก็หยุดตลอดไป…จะได้ไม่ต้องเอาอาเซไปส่ง (ออกแนวอยากจะขโมยเมี่ยง)
และแล้วเวลานั้นก็มาถึง
“อาเซ ต้องกลับบ้านแล้วครับ มาอาบน้ำกันลูก”
“ค๊าบบบ” เสียงอาเซรับคำอย่างว่าง่าย ทั้งๆที่ยังเล่นติดพันอยู่กับเพื่อน
เราไปถึง อินทามะระ ซ.7 กันเวลาประมาณ 17.30น.
อาเซวิ่งเล่นตามประสา พร้อมกับใส่ชุดใหม่ที่บรรดา อาๆซื้อให้เป็นชุด อุลตร้าแมนออกมาอวด
ปอยกับท่านขุน นั่งจิบเบียร์เย็นๆ คุยกับเพื่อนบ้านได้สัก 2ขวด
ก็สมควรแก่เวลากลับนิวาสสถาน เพราะไม่อย่างนั้น เราคงได้นอนกินข้าวลิงกัน
เพราะไม่มีรถกลับบ้าน …………
เราเดินออกจากก้นซอย ไปปากซอย ระหว่างทางที่เดิน
ท่านขุนหันไปยกมือไหว้ศาลพระภูมิ ตรงบริเวณที่รกร้าง
ปอยไหว้ตาม ….
แบบว่าทำตามผู้ใหญ่……..เราจะปราศจากยุงริ้นตอมไต่
ที่ดินตรงนี้ มีบ้านปลูกอยู่หลังหนึ่ง ลักษณะภายนอกเปรียบเสมือน บ้านร้าง
ตัวบ้านเป็นบ้านไม้2ชั้น … ล้อมรอบด้วยรั้วลวดหนาม ที่ขึงผ่านเสาปูน
จากภายนอกเราแทบจะหาช่องมองตัวบ้านได้ไม่ถนัดนัก
เพราะบริเวณรอบบ้าน เต็มไปด้วยสุมทุมพุ่มไม้ นานาพันธ์
ที่เจริญเติบโตแบบ…ตามมี ตามเกิด นึกอยากจะเกิดตรงไหนก็เกิด นึกอยากจะโตเท่าไหร่ก็โต
มีทั้งไม้ยืนต้น ไม่ใบ ไม้ดอก ไม้เลื้อย … เมื่อแมกไม้นานาพันธ์พวกนี้ มาอยู่รวมกัน
เราสามารถเรียกสภาพบ้านหลังนี้ได้ว่า รกชัฏ แบบไม่มีอะไรผิดเพี้ยนเลย
ถ้าคุณ สรจักรมาเห็น แกคงเอาไปเขียนนิยายได้อีกหลายเรื่อง
ครั้งหนึ่ง ท่านขุนเคยชี้ให้ปอยดูบ้านหลังนี้มาแล้ว
และบอกว่า เชื่อมั๊ยว่าบ้านหลังนี้ มีคนอยู่ …. ปอยเชื่ออยู่แหละ แต่ยังนึกไม่ออก ว่าคนที่อยู่ เค้าจะอยู่ยังไง
คำตอบของปอยมาถึงก็ในวันนี้…พี่แพทชี้ชวนให้ปอยดูอีกครั้ง บ้านหลังนี้ยังรกอยู่เช่นเดิม
และมากกว่าเดิม
มองเข้าไปในบ้าน ที่ชั้น2ของตัวบ้าน
มีแสงตะเกียงลอดออกมาจากห้องซึ่ง เดาว่าเป็นห้องนอน
ในห้องนั้นมุ้งกางอยู่ 1หลัง
ทางเดินเข้าบ้านเป็นแบบทางช้างผ่าน เพราะถ้าช้างไม่ผ่านคงไม่มีใครเดินได้
เค้าอยู่แบบ ถอยหลังไปสู้ข้างหน้า เจาะเวลาย้อนอดีต
ที่แน่ๆเค้าอยู่แบบ ไม่มีไฟฟ้า ที่ไม่แน่ปอยไม่ทราบว่า เค้าอยู่แบบไม่มีน้ำประปาด้วยรึเปล่า
ปอยสงสัย และตั้งขอสังเกตกับพี่แพทว่า
เค้าอยู่ได้ยังไงอ่ะพี่ เค้าจุดตะเกียงอยู่ กางมุ้ง ต้นไม้ขึ้นรกไปหมดก็ไม่ยอมถาง
หรือเค้าอยากจะเป็นแบบ พ่อของน้องต้นข้าว ยอดระบำ
ที่มีสโลแกน ถอยหลังไปสู่ข้างหน้า
หรือเค้าจนมาก ยากแค้นแสนเข็ญ แต่ยังโชคดีอยู่ที่มีบ้าน
แต่จนยังไม่พอ ชีวิตอาภัพอีก เมียทิ้งเลยอยู่ไปแบบซังกะตายไปวันๆ
บ้านจะรกก็ปล่อยมันไป เพราะหมดกำลังใจ
เค้าอาจเจอปัญหาหนักมาก จนไม่อยากรับรู้ข่าวสาร ทำงานเพื่อหากินกันตายไปวันๆ
เหน็ดเหนื่อย แต่ยังไม่อยากตาย …..
หรือเค้าอาจจะเป็นคนเก็บตัว ไม่อยากสุงสิงกับใคร จนต้องทำตัวแปลกแยก เพื่อให้มาเป็นเกราะป้องกันชั้นดี
……….
……….
ปอยนึกไปด้วยพูดไปด้วยของปอยเรื่อยๆ จนพี่แพทบอกว่า
“กรูไม่น่าไปชี้ให้มันดูเล๊ย”
คิดดูสิ……..
มนุษย์ลึกลับ อยู่ภายในบ้านที่ไม่มีการแผ้วถาง หรือจัดการทำความสะอาด
จุดตะเกียง กางมุ้ง ไม่สุงสิงกับใคร กลางซอยอันเงียบสงัด
แต่เพียงแค่เราเดินออกไปอีกแค่ 300 เมตร…
เราก็จะพบกับ บาร์เหล้า ร้านคาราโอเกะ ที่มีสาวๆมานั่งโชว์เต้าเรียกแขก
เดินต่อไปอีกสักเหนื่อย..ก็จะเจอกับร้านตัดผมที่ตัดเท่าไหร่ ผมก็ไม้เปลี่ยนทรงสักที
แสงสีอันคึกคักครื้นเครงเหล่านั้น อาจทำให้คุณคนที่อยู่บ้านหลังนั้น เบื่อหน่ายก็เป็นได้
และแกคงจะเบื่อมากจริงๆ
เอวังก็เป็นการฉะนี้แล…..
เอวังก็ด้วยประการฉะนี้แล……….
พิมพ์ผิดอีกแระ…โธ่
อย่างน้อยคุณปอยก็รู้ครับ ว่าเค้าเป็นผู้ชาย
เปล่ารู้…ปอยแค่เดาเฉยๆ
หรือเค้าจนมาก ยากแค้นแสนเข็ญ แต่ยังโชคดีอยู่ที่มีบ้าน
แต่จนยังไม่พอ ชีวิตอาภัพอีก เมียทิ้งเลยอยู่ไปแบบซังกะตายไปวันๆ
บ้านจะรกก็ปล่อยมันไป เพราะหมดกำลังใจ
ประโยคนี้ครับ
น่านแหละ…กำลังเดา