บทนำ
ปอยยืนดูระดับน้ำที่ค่อยๆลดลงวันละ 2-3 ซม. น้ำเริ่มลดระดับลงเรื่อยๆตั้งแต่วันที่ 2 จนมาถึงวันนี้ 7 พฤศจิกายน 2554ระดับน้ำลดลงมา 30ซม. จากความสูงที่น้ำทำสถิติไว้ 1.50ม ปีนี้เป็นปีที่ต้องจดจำอีกปีหนึ่งของช่วงชีวิต ปอยมองวิกฤตการณ์ครั้งนี้ว่ามันเป็นโอกาสอันดีที่เราจะฝึกการยกระดับจิตใจ เป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดที่เราจะได้มีเวลาสำรวจสภาพจิตใจของตนเองว่า ยามที่เราประสบปัญหาที่หนักหน่วง เราจะต่อสู้หรือเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันได้อย่างไร และเป็นโอกาสเหมาะที่เราจะได้เห็นอะไรๆหลายๆอย่างจากที่ไม่เคยเห็น
ความมีน้ำใจของเพื่อนร่วมโลกที่เราไม่เคยคิดว่าเราจะได้ แต่เราก็ได้มันในคราวนี้ ความเห็นแก่ตัวของคนที่คิดว่าเป็นเพื่อน ทั้งๆที่ไม่คิดว่าจะได้เห็น แต่เราก็ได้เห็นมันในคราวนี้เช่นกัน
20 ตุลาคม 2554 เป็นวันแรกที่น้ำเริ่มเข้าบ้านและเป็นวันเริ่มต้นที่ทำให้ปอยต้องติดอยู่ในบ้านของตัวเอง แน่นอนเหตุการณ์ครั้งนี้นำความเดือดร้อนมาสู่ชีวิต นำความเสียหายมาสู่บ้านเรือน และที่แน่ๆ มันนำความหดหู่มาสู่จิตใจแต่สิ่งหนึ่งที่ปอยรู้แน่ๆก็คือ เราไม่ได้หดหู่แต่เพียงผู้เดียว เรามีผู้ร่วมชะตากรรมมากมายเรือนแสน และหลายต่อหลายครอบครัวย่ำแย่มากกว่าเราเป็นร้อยเท่าพันทวี แหม มันช่างเป็นชะตากรรมที่ไม่มีใครอยากเจอร่วมกันเลยนะปอยว่า
การติด อยู่ในบ้านตัวเองครั้งนี้ทำให้ปอยได้เสพข่าวสารแบบเกินอิ่ม เกิดมาก็ไม่เคยนั่งดูโทรทัศน์ได้มากมายยาวนานเท่าครั้งนี้มาก่อน ไม่เคยได้เสพข่าวแบบเกินอิ่ม และไม่เคยรู้สึกว่าบ้านเรา ทำไมมันแคบแบบนี้วะ ปอยยังโชคดีกว่าใครอีกหลายๆคนนักที่ยังมีบ้านให้อยู่ลี้ภัย การลี้ภัยของปอยเป็นการลี้ภัยโดยการยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นพลเมืองชั้น2 ฟังดูคำว่าพลเมืองชั้นสองรู้สึกมันจะต่ำเตี้ยเรี่ยดินแต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่ พลเมืองชั้นสองในที่นี้คือการ ย้ายการดำรงชีวิตของตัวเองแทบจะเกือบทุกอย่างมาอยู่บนชั้นสองของบ้าน แปรสภาพชีวิตตัวเองเป็นคนหยิ่งยโสชนิดที่แขกไปใครมาก็ไม่เปิดประตูต้อนรับ ทำได้ก็เพียงเปิดหน้าต่างชะโงกถามว่า “มาจากหน่วยงานไหนคะ” แน๊…ไปสอดรู้เขา ทุกคนที่มาเยี่ยมเยียนปอยที่บ้านจะต้องทำใจ ว่าเจ้าของบ้านแถบนี้แหมมันแสนจะเย่อหยิ่ง
แต่ละคนที่แวะเวียนมาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแหงนคอเงยหน้าพูดกับพวกเรา จะให้ทำอย่างไรได้ละคะก็เรามันพวกพลเมืองชั้นสองซะแล้วนี่ โชคดีที่ปอยซื้อบ้านสองชั้นโชคดีกว่าใครหลายๆคนที่ ตอนนี้เขาเหล่านั้น ไม่เหลืออะไรเลย
หลายคนที่บ้านช่องพังเสียหาย ทุกสิ่งทุกอย่างมลายหายไปกับน้ำ ไม่มีแม้แต่สมบัติติดกายหรือจะพูดเอาขำๆว่า เหลือกางเกงในให้นุ่งก็บุญแล้วก็เห็นจะไม่ผิดอะไรนัก ข้อเสียของมหาอุทกภัยในรอบ 50ปีนี้คืออะไรไม่ต้องถามก็คงจะรู้คำตอบกันอยู่แล้วแบบไม่ต้องอ้าปาก ข้อเสียนานัปการก็จะประเดประดังกันเข้ามาแบบไม่อยากจะตั้งรับ ในเมื่อข้อเสียมันเยอะนักพบเจอมันอยู่แล้วทุกเมื่อเชื่อวัน แต่เราจะมัวให้ข้อเสียเหล่านั้นมันกัดกินใจเราอย่างเดียวนะหรือ
เราลองมามองหาข้อดีกันดูสักหน่อย ปอยคิดว่าเออ เราลองมานึกซิว่ามันมีข้อดีซ่อนอยู่ในวิกฤตครั้งนี้บ้างรึเปล่า แต่เมื่อปอยมาลองนึกดูปอยก็พบคำตอบที่ว่า เราไม่จำเป็นต้องนั่งนึกเลยเพราะข้อดีต่างๆมันแอบตีคู่มากับข้อเสียโดยที่เราไม่รู้สึกตัว…อ้าว ทำไมเราไม่รู้สึกตัวล่ะ หรือข้อดีเป็นขอมดำน้ำลึก ลึกซะจนเรามองไม่เห็นคงจะไม่ใช่อย่างนั้นแน่ๆ แต่เป็นเพราะข้อดีที่ว่ามันตัวเล็กกว่าข้อเสียที่เราได้พบได้เจอต่างหากล่ะ
ยินดีที่ไม่รู้จัก
มหาอุทกภัยทำให้เราได้พูดคุยกับคนที่เราไม่เคยรู้จักด้วยรอยยิ้ม และ เป็นยิ้มที่จริงใจโอบอ้อมจนรู้สึกได้ซะด้วย ตั้งแต่กองทัพน้ำเริ่มย่องเข้าบ้านปอยมาทางท่อรอบายน้ำเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2554 กองทัพเกรียงไกรที่ชาญฉลาดพยายามยามพังประตูบ้านปอยเพื่อที่จะมายึดพื้นที่โดยการปล่อยตัวเองตามธรรมชาติมาทางท่อระบายน้ำ ชะหน่อยแน่ะเข้าทางประตูไม่ได้พวกแล่นดอดเข้าท่อซะอย่างนั้น
ปอยก็ปลงว่าเออ มาๆๆ อยากมาก็มาจะได้จบๆกันซะที ใจคิดว่าพี่น้ำแกน่าจะเกรงอกเกรงใจเราบ้าง ไหนๆจะเป็นผู้บุกรุกแล้วก็น่าที่จะอยู่กับเราไม่นานและมาแต่จำนวนพลพรรคที่น้อยๆหน่อย แต่ที่ไหนได้ชะรอยพี่น้ำแกคงจะไม่เคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับสมบัติผู้ดี จึงไม่รู้ว่าการเข้าบ้านคนอื่นโดยที่เจ้าของบ้านไม่เต็มใจนั้น ควรทำตัวอย่างไร พี่น้ำพาตัวมานอนเหยียดยาวอยู่ในบ้านปอยแบบไม่เกรงอกเกรงใจ นอนไม่นอนเปล่ายังไปเบียดทับบีบอัดจนทำให้ห้องน้ำที่เหลือให้ใช้อยู่ห้องเดียวใช้ไม่ได้ อ้าว! เอาละสิทีนี้
ย้ายมาอยู่บนชั้นสองมีไฟมีห้องน้ำชั้นบนให้ใช้ได้แต่ ชักโครกกดไม่ลง คนนะคะกินเข้าไปแล้วก็ต้องถ่ายออก แต่ทีนี้ไม่มีที่จะให้ถ่ายความกลุ้มเริ่มเข้าครอบงำปอยทันที กูจะขี้ยังไงวะเนี่ยโอ้โฮ อะไรมันจะอัดอั้นปานนี้อย่าบอกนะว่าต้องปล่อยใส่ถุง แต่ชีวิตปอยก็ยังไม่เหม็นขนาดนั้นเมื่อปอยได้รู้ว่าชักโครกมียาแนวที่ช่างได้ยารูระบายอากาศไว้เพื่อกันกลิ่น ต่อยรูนั่นออกซะให้มันดูดอากาศลงไปมันก็จะดูดเอาข้าวเหม้าทอดของเราไปด้วย ปอยต่อยยาแนวนั้นออกทันที พี่โครกก็ดูดจ็วบๆๆซดขี้เราลงไปอร่อยเหาะ…อ้วก
พี่น้ำก่อเรื่องไม่หยุดหย่อนนะคะ เข้าบ้านเขาไม่เข้าเปล่าหาเรื่องให้เขาต้องทนทรมานกับการปล่อยของเสียแล้วแทนที่จะหยุดเพิ่มปริมาณ เปล่าเลยค่ะพี่น้ำยังคอยเพิ่มปริมาณของตนเองอยู่เรื่อยๆๆๆ ไม่หยุดหย่อน ชั่วระยะเวลาไม่ถึง 4วันพี่น้ำเพิ่มระดับจากตาตุ่มมาเป็นช่วงอกได้อย่างหน้าไม่อาย และเพิ่มเป็นมิดหัวปอย ย้ำว่าหัวปอยนะเพราะปอยสูงแค่ 1.50เมตร ภายในเวลาอีกไม่กี่วันช่างไม่มีมารยาทเอาซะเลยพี่น้ำ
ปอยยืนภาวนาอยู่ที่หน้าต่างว่า พอแค่นี้เถอะนะเพราะถ้าพี่ยังจะเพิ่มขนาดตัวขึ้นไปมากกว่านี้อีก อีก20 ซม. ตัวพี่ก็จะถึงมิตเตอร์ไฟแล้วนะคะ ไฟโดนตัดขึ้นมาปอยจะใช้ชีวิตอยู่อย่างไรได้ หันซ้ายหันขวาก็เจอแต่ห้องสี่เหลี่ยมกับหน้าสามีที่จิตใจฟุ้งซ่านมากกว่าปอยไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า พอเถอะนะพี่น้ำนะปอยไม่อยากไปอยู่ในค่ายอพยพที่ต้องนอนเรียงกันเป็นตับและต่อคิวเข้าห้องน้ำ ดูแววแล้วพี่น้ำแกคงเห็นใจปอยสถิติที่แกทำทิ้งไว้เลยหยุดอยู่ที่ 1.50เมตร
1อาทิตย์ที่ปอยต้องเดินวนไปวนมาบนชั้นบนของบ้านที่มีห้องนอนอยู่สามห้อง ซึ่งเวลานี้ได้ปรับสภาพเป็น 1ห้องนอน 1ห้องครัว และ1ห้องสัมภาระ ปอยมีความคิดที่จะลุยน้ำออกไปตลาดไท เพื่อซื้อสารอาหารเพิ่มเติมหลังจากที่ขาดสารอาหารมาเป็นอาทิตย์แล้ว ปอยจะต้องซื้อโปรตีนและเส้นใยอาหารมาบริโภคเพื่อสุขภาพกายให้ได้ คิดได้แบบนี้ปอยก็ตัดสินใจเดินทางมุ่งสู่ตลาดไททันที เพราะทราบข่าวจากเพื่อนบ้านมาว่า ตลาดไทยังมีของขายเพราะน้ำไม่ท่วมตลาดและยังมีธนาคารให้เรากดเงินได้
28 พฤศจิกายน 2554 ปอยเตรียมตัวออกเดินทางไปตลาดไท โดยการถ่อแพที่เพื่อนบ้านทิ้งไว้ให้ออกไปที่หน้าหมู่บ้าน สามีปอยที่คิดอยู่เสมอว่าตัวเองเป็นท่านขุนเป็นคนช่วยถ่อแพออกไปส่งนางทาสผู้ต้อยต่ำ และกลับเข้าบ้านเพื่ออยู่เฝ้าบ้านรอขโมย มันมีขโมยนะคะในซอยบ้านปอยโดนงัดไป2หลังแล้ว เลวจริงๆไอ้พวกนี้ ถึงหน้าหมู่บ้านมีรถทหารผ่านมาพอดีปอยตะโกนบอกเขาว่ารอด้วยค่ะขอไปด้วยคน รถทหารจอดรับผู้ประสบภัยแบบเดียวกันกับปอยตามรายทางไปเรื่อยๆ
ในรถทหารเต็มไปด้วยผู้ประสบภัยที่ต่างก็กำลังอพยพไปอยู่บ้านญาติที่ต่างจังหวัดบ้าง ต่างก็ต้องออกไปรักษาตัวเพราะโดนกระเบื้องบาดบ้าง และอีกหลายคนมุ่งหน้าไปตลาดไทเหมือนกันกับปอย เราทักทายกันบนรถตามประสาผู้ร่วมชะตากรรมด้วยหน้าตายิ้มแย้มแบบที่ไม่เคยยิ้มให้กันได้กว้างเท่านี้ ปอยนั่งข้างๆน้องผู้หญิงสองคนที่ขึ้นรถมาหลังปอยแค่ไม่กี่ป้ายโดยไม่ใส่รองเท้า ถามทราบความว่า “รองเท้าหนูลอยหายไปกับน้ำแล้วพี่” น้องเขาเป็นคนพื้นที่บ้านอยู่ในซอยใกล้ๆหมู่บ้านพฤกษา 13 ที่ปอยมาซื้ออยู่เราพูดคุยสอบถามสาระทุกสุกๆดิบๆกันพอเป็นกระศัย ที่บ้านท่วมแค่ไหนแล้วอยู่กันอย่างไร โอ้โฮถึงอกเลยเหรอแหมพอๆกันเลยที่บ้านเลยหน้าผากแล้วแน่ะ เราจะไปตลาดไทเหมือนกัน “พี่จะไปตลาดไทเหมือนกันเหรอดีเลยพี่ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวเราไปด้วยกันนะ”
รถทหารพาเรามาส่งที่หน้าวัดธรรมกายวัดที่มีวลีเป็นที่รู้จักกันถ้วนทั่วว่า กัลยาณมิตร ตอนนี้ได้กลายเป็นสถานที่แห่งการแจกจ่ายข้าวปลาอาหารให้ผู้ประสบภัยไปซะแล้ว คณะของเราซึ่งประกอบไปด้วยบรรดาคนที่ไม่เคยรู้จักมีปอย น้องผู้หญิงสองคนที่ไม่ใส่รองเท้า สามคนพ่อแม่ลูกที่บ่นว่าตัวเองกำลังขาดสารอาหาร คุณป้าสามคนที่คุยกันมาตลอดทาง และหญิงชายอีกหลายคนที่ ต่างก็มุงหน้าสู่จุดหมายเดียวกัน หัวหน้าครอบครัวของสามพ่อแม่ลูกบอกกับพวกเราว่า เดี๋ยวผมจัดให้เอง โบกมันทุกคันแหละเดี๋ยวเราก็ถึงตลาดไทจนได้ พี่ชายคนนี้โบกได้รถกระบะคันหนึ่งที่กำลังจะเดินทางไปในเส้นทางที่เราไป เจ้าของรถบอกว่าไม่ได้เข้าตลาดนะแค่วิ่งผ่านเท่านั้น แหมแค่นี้ก็บุญหัวแล้วในช่วงเวลาแบบนี้จะเอาอะไรมากจะกี่ต่อๆก็ขอให้มันถึงเป็นใช้ได้
รถกระบะใจดีพาเรามาลงที่หน้าตลาดไทย ซึ่งเป็นฝั่งตรงข้ามเราต้องเดินลุยน้ำข้ามคูขวางถนนเพื่อไปขึ้นรถสองแถวเข้าตลาดไทอีกทอดหนึ่ง น้องสาวไม่มีรองเท้าสองคนบอกว่า “พี่เดี๋ยวเรากลับพร้อมกันไหม เราแยกกันไปซื้อของแล้วเดี๋ยวเรามาเจอกันตรงนี้พี่เอาเบอร์มาเดี๋ยวเสร็จแล้วเราโทรหากันนะ” ปอยตกลงแลกเบอร์กับคนไม่มีรองเท้าแล้วแยกตัวไปกดเงินเพื่อซื้อของที่ต้องการ หมู ผัก น้ำหวาน น้ำพริกและหมูหยองฝากเพื่อนบ้าน ใจอยากซื้อไข่ไก่เข้าไปด้วยแต่กลัวจะทำมันแตกเดี๋ยวจะเสียดายของซะเปล่าๆ ดีใจที่ของที่ตลาดไทยังคงขายตามราคาปกติแม่ค้าไม่ขึ้นราคาตามจำนวนน้ำที่บุกรุก เว้นแต่ของแห้งบางชนิดเช่น กาแฟที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันของคนอื่นแต่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันของปอยซะเหลือเกินราคาขึ้นมาอีก5บาท ซึ่งไม่รู้มันจะขึ้นทำไมให้รวยเล่น
ซื้อของเสร็จยังไม่ทันเดินถึงจุดนัดพบดี น้องสาวไม่มีรองเท้าก็โทรมาตามบอกพี่อยู่ไหนหนูอยู่ตรงที่เรานัดกันแล้วนะ ปอยสารภาพความจริงกับน้องว่า พี่ซื้อเสร็จนานแล้วหละ ใกล้จะถึงแล้วมัวเดินวนอยู่2รอบหาที่นัดไม่เจอ ปอยสาวเท้าให้เร็วขึ้นด้วยเพราะไม่อยากให้ใครรอนาน 30เมตรจะถึงที่นัดหมาย น้องสาวไม่มีรองเท้าวิ่งมาตามแล้วบอกว่า พี่เร็วๆเข้ารถทหารมาพอดีเลยพี่ หูย…มาช้าอีกนิดปอยคงโดนทิ้งแล้วนะเนี่ย
น้องสาวไม่มีรองเท้าสองคนซื้อของกลับบ้านไปถุงเบ้อเริ่ม ถือกันคนละ2ถุงใหญ่ภายในบรรจุของกินที่จำเป็นหลายต่อหลายอย่าง แวบหนึ่งปอยเห็นถุงขนมทาโร่โผล่หน้ามาทักทาย
“ทาโร่นี่จำเป็นต่อชีวิตด้วยเหรอเนี่ย”ปอยถาม
“จำเป็นต่อเด็กๆน่ะพี่ ที่บ้านเด็กๆเยอะ”คนไม่มีรองเท้าว่าอย่างนั้น
รถทหารคันนี้มาส่งเราไม่ถึงครึ่งทางเพราะเขามีเป้าหมายคนละเส้นทางกับทางกลับบ้านของเรา เราโบกรถกันต่อที่หน้าที่ว่าการอำเภอคลองหลวง ยืนกันอยู่สักครู่มีรถ 6ล้อผ่านมา ถามได้ความว่าเขาจะวิ่งไปที่มอเตอร์เวย์ซึ่งเป็นทางที่เข้าใกล้บ้านเราไปทุกทีๆๆ เราขึ้น 6ล้อเพื่อลงที่ปากทางคลองสามใจคิดว่าเดี๋ยวค่อยไปโบกรถอื่นต่อเอาดาบหน้า พวกเราที่ไม่มีใครเคยรู้จักกันเลย หอบถุงสัมภาระของตัวเองวิ่งขึ้นวิ่งลง ผู้หญิงลงก่อนส่วนผู้ชายจะคอยส่งของให้อยู่บนรถ ถึงปากคลองสามยานพาหนะคันต่อมาของเรา อัพเกรดจาก 6ล้อเป็น 10ล้อแหมประสบภัยก็ยังอุตส่าห์มีการพัฒนาทางการเดินทางซะอีกด้วย เราปีนป่ายขึ้นมาบน 10ล้อกันอย่างทุกลักทุเล ด้วยเพราะว่ารถมันสูง เราจับจองที่นั่งกันตามแต่จะหาได้ใน 10ล้อนั้น น้องสาวไม่มีรองเท้าสองคนแยกไปนั่งตอนท้าย ปอยจับได้ที่นั่งตอนกลาง น้องสาวสองคนถึงที่หมายก่อนและไม่ทันได้ล่ำลากันด้วยว่าไม่สะดวกด้วยประการทั้งปวง เคยไหมที่เราจะมีเบอร์โทรศัพท์ของใครก็ไม่รู้ที่เราไม่เคยรู้จักและเมมโมรี่เอาไว้ในโทรศัพท์ว่า เท้าเปล่า
ปอยกลับถึงบ้านด้วยความเหนื่อยอ่อน ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าการเดินทางไปตลาดไท ที่ใกล้แสนใกล้มันจะดึงแรงเราไปได้มากมายขนาดนี้ 6ชั่วโมงของการเดินทางไปกลับนี่มันเรื่องบ้าๆชัดๆ แต่การเดินทางครั้งนี้ทำให้ปอยได้คุยกับคนที่ไม่รู้จักได้เป็นชั่วโมงๆ เราส่งยิ้มให้กันได้กว้างที่สุดเท่าที่ชีวิตจะยิ้มกว้างได้ถึงแม้ว่ายิ้มของเราจะแฝงไปด้วยความเหนื่อยอ่อน แต่เชื่อได้เลยว่า ยิ้มแต่ละแฉกที่ส่งให้กันเป็นยิ้มที่จริงใจที่สุดเท่าที่ปอยเคยได้รับและได้ให้มา อุทกภัยครั้งนี้ทำให้เรารู้ว่าสมัยก่อนบรรพบุรุษของเราทำไมถึงได้สามัคคีกันปกป้องบ้านเมืองนัก หลายคนอาจจะบอกว่าน้ำท่วมเกี่ยวอะไรกับที่บรรพบุรุษปกป้องบ้านเมือง
มันเกี่ยวกันก็ตรงที่ทั้งสองอย่างเป็นภัยคุกคามที่เราต่างต้องร่วมมือกันทั้งสิ้น บรรพบุรุษร่วมแรงร่วมใจกันต่อสู้กับอริราชศตรูเพื่อปกป้องบ้านเมือง ต่อให้เป็นเพื่อนบ้านที่ด่าทอกันเช้าเย็นแต่ถ้าภัยมาถึงตัวก็จำเป็นที่จะต้องพักรบระหว่างกันเอาไว้ก่อนเพื่อเก็บแรงเอาไว้รบกับศตรูตัวจริงที่ถาโถม
อุทกภัยครั้งนี้ก็เหมือนกัน มันเป็นศตรูที่ทรงอานุภาพร้ายแรงกว่าอะไรทั้งหมด เพราะมันแทรกซึมไปได้ทุกหัวระแหง เราจำต้องร่วมมือกันอย่างขยันขันแข็งพลังสามัคคีจะออกมากันมากมายก็ตอนนี้ และมันก็ได้ออกมาแล้ว มันนำพาคนที่ไม่รู้จักให้มารู้จักกันด้วยรอยยิ้ม แต่เสียดายที่อุทกภัยครั้งนี้เพียงแต่สร้างความสามัคคีให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยอย่างน่าภาคภูมิใจ แต่มันก็ยังไม่เก่งกาจพอที่จะสามารถสร้างความปรองดองให้กับผู้หลักผู้ใหญ่ในประเทศของเราได้ เขาเหล่านั้นยังคงปฏิบัติตนเช่นเดิม อนิจจาศึกครั้งนี้เราคงต้องปล่อยให้ข้าศึกอ่อนแรงลงไปเองเสียแล้วกระมัง ท่าปอยจะต้องยืนดูพี่น้ำแกหัวเราะเยาะเย้ยอีกเป็นนานแน่ๆ “ฮ่าๆๆๆสมน้ำหน้ามึงจริ๊งพวกกูยกทัพกันมาเป็นโขลง ผู้บริหารประเทศของพวกมึงยังเห่ากันในสภาอยู่เล๊ย” ดูข่าวแล้วเศร้า ปล่อยข้าวเม่าลงน้ำดีกว่า